เว็บไซต์หลักของเรา www.cordontree.com คลิ๊กด้านล่าง

คอดนตรี ข่าวสารวงการดนตรี เพลง ข่าวคอนเสิร์ต ทั้งในและนอกประเทศ คอดนตรี คอร์ดเพลง เนื้อเพลง หานักร้อง หานักดนตรี หาเพื่อนเล่นดนตรี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Guitar แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Guitar แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ศัพท์ต่างๆเกี่ยวกับแท็ป(Tab)

ศัพท์ต่างๆที่ใช้แทนในการเขียนแท็ป

h - hammer on
p - pull off
b - bend string up
r - release bend
/ - slide up
\ - slide down
v - vibrato (sometimes written as ~)
t - right hand tap
s - legato slide
S - shift slide
- natural harmonic
[n] - artificial harmonic
n(n) - tapped harmonic
tr - trill
T - tap

TP - trem. picking
PM - palm muting
\n/ - tremolo bar dip; n = amount to dip
\n - tremolo bar down
n/ - tremolo bar up
/n\ - tremolo bar inverted dip
= - hold bend; also acts as connecting device for hammers/pulls
<> - volume swell (louder/softer)
x - on rhythm slash represents muted slash
o - on rhythm slash represents single note slash

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ศัพท์กีตาร์(Guitar)

เป็นศัพท์ทั่วไปครับสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้

Action  = ความสูงต่ำของระดับสายกับคอกีตาร์
Bass = โทนเสียงเบส
Crunch = เป็นเสียงแตกอ่อนๆ โดยจะมีเสียง โน้ต ที่ชัดเจน
Distortion = เสียงแตก แบบแรง

Damp = การห้ามสายเส้นเดียวหรือหลายเส้นให้หยุดการกังวานโดยค่อย ๆ วางมือหรือนิ้วลงบนสาย
Delay = การทำเสียงให้ซ้ำๆหรือทำเสียงสะท้อน
Distortion = เสียงบิดเบือน
Fret = ชิ้นโลหะที่ใส่อยู่ในฟิงเกอร์บอร์ด ในรูปแบบที่เที่ยงตรงเพื่อแบ่งเสียงที่เล่นกับกีตาร์
Flanger = เสียง Effect เลียนแบบ เครื่องบินขึ้น
Fuzz = จะเป็นเสียงแตกชนิดนึงคล้ายๆ Overdrive แต่ หางเสียงจะยาวขึ้น
Hammer-On = เทคนิคการเล่นที่ตบนิ้วลงบนสายทันทีหลังจากที่มันถูกดีดไปแล้ว เพื่อยกระดับเสียงให้สูงขึ้น ปกติทำอย่างรวดเร็ว
Harmonic  = ปกติหมายถึงเสียงที่เล่นออกมาจากสาย โดยสัมผัสเบา ๆ ด้วยตุ่มนิ้ว จุดที่ให้เสียงชัดเจน คือ เฟร็ตที่ 5, 7 และ 12 ในขณะที่ดีดสายเส้นเดียวกัน ซึ่งจะเกิดเสียงที่สูงและก้องกังวานกว่า เสียงสูงธรรมดาเรียกว่า ฮาร์โมนิค 
Head = ชิ้นไม้ตรงด้านบนของคอ เป็นที่ยึดก้านลูกบิดสาย
High = โทนเสียงสูง
Low = โทนเสียงต่ำ
Machine Head = ลูกบิดโลหะที่ติดอยู่บนหัวกีตาร์ ทำหน้าที่ลดหรือยกระดับเสียงของสายแต่ละเส้นที่ผูกติดกับลูกบิดนั้น
Mid = โทนเสียงกลาง
Neck = คอกีตาร์ คือส่วนของกีตาร์ที่บรรจุฟิงเกอร์บอร์ดไว้
Nut = วัสดุแข็งชิ้นหนึ่ง ปกติทำจาก งา โลหะหรือพลาสติค ซึ่งรองรับสายอยู่ตรงหัว และยึดสายไว้ทางด้านบน
Open Strings = สายเปิดหรือสายเปล่า สายที่เล่นโดยไม่ต้องกด
Overdrive = เสียงแตก
Pick = เป็นวัสดุชิ้นเล็กทำจากพลาสติกหรือเขาสัตว์ ไม้ โลหะ ใช้ดีดสายหรือตีคอร์ดกีตาร์
Pick Guard = เป็นแผ่นพลาสติค หรือวัสดุจำพวกนี้มีไว้ป้องกันด้านหน้าของกีตาร์จากการขีดข่วนจากปิ๊ค
Pick Up = เป็นเครื่องมือที่แปลงการสั่นสะเทือนของสายกีตาร์ออกเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังแอมป์ทำเกิดเป็นเสียงออกมา 
Phrase = เป็นเสียง Effect เลียนแบบ คลื่นเสียงที่ตีกลับไปมา
Pull-Off = เทคนิคการเล่นที่กดสาย ดีดสาย และจากนั้นก็ยกนิ้วออกในลักษณะดึงสายลงทางด้านล่างเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้เกิดเสียงที่ต่ำกว่าเสียงเดิม ทำอย่างรวดเร็ว
Rosette = ลายประดับที่ล้อมรอบโพรงเสียงกลมของกีตาร์โปร่ง
Scratch = การดีดสายด้วยเล็บของนิ้วชี้มือขวา
Stumming = ตีคอร์ด
Synth = เสียงสังเคราะห์
Travis Picking = เทคนิคการเกาสายด้วยนิ้ว ซึ่งใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ และนิ้วกลางของมือขวา
Truss Rod  = ก้านโลหะที่สอดเข้าไปในคอกีตาร์และยาวตลอดความยาวของคอ เพื่อเพิ่มแรงเสริมคอให้ตรง
Tone = โทนเสียง ทุ้ม/แหลม
Treble = โทนเสียงสูง
Tremolo = เสียง Effect สั่น กีต้าร์

Volume = ความดังเบาของเสียง

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554

สไตล์ต่างๆของการเล่นกีตาร์(Guitar Style)

    สไตล์การเล่นกีตาร์นั้นผมจะมาแนะนำให้รู้กันนะครับซึ่งมีอยู่หลายสไตล์ด้วยกันและสไตล์นั้นๆยังแยกออกเป็นสไตล์ย่อยๆได้อีกมากมายนะครับที่เรารู้จักส่วนมากจะมี คลาสสิก ร็อค โฟล์ค เป็นต้น โดนเฉพาะแนวร็อคคงรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นแนวที่วัยรุ่นชอบฟังกันและในประเทศไทยก็มีวงร็อคต่างๆมากมาย มาดูกันเลยดีกว่าครับว่ามีสไตล์อะไรกันบ้าง

1.แนวคลาสสิก ถือเป็นแนวที่เก่าแก่ที่สุดของกีตาร์มัเล่นในหมู่ชนชั้นสูง (หมายถึงสมัยก่อน) มีรูปแบบการเล่นที่สวยงาม ท่วงทำนองไพเราะมากสามารถเล่นได้ทั้งริทึ่ม การเล่นโซโล การเล่นประสานได้ในตัวเดียว เพลงคลาสสิกจะถูกแต่งขึ้นอย่างปราณีต ดังนั้นจึงค่อนข้างจะยากสำหรับผู้ที่คิดจะหัดเอง เนื่องจากต้องสามารถอ่านและเข้าใจโน็ตดนตรีเป็นอย่างดี รวมถึงการอ่านจังหวะและสัญลักษณ์ทางดนตรีต่างๆ และที่สำคัญราคาในการเรียนค่อนข้างสูง ทำให้คนทั่วๆ ไปอาจไม่สามารถจะไปเรียนได้
บลูกล๊าสสไตล์ เป็นดนตรีพื้นบ้านมักมีการเล่นร่วมกับ แบนโจ ไวโอลิน ใช้กีตาร์ตัวนึงเป็นริทึ่ม อีกตัวใช้โซโล จังหวะสนุกสนาน เป็นเพลงบรรเลง หรือมีคนร้องด้วย
ฟิงเกอร์สไตล์ คือการเกาหรือเล่นกีตาร์ด้วยนิ้วนั่นเองอาจจะเล่นตัวเดียวหรือ 2 ตัวประสานกัน มีความละเอียดในการเล่นมากพอสมควรเล่นค่อนข้างยาก ต่างกับบลูกล๊าสที่มักใช้ปิคมากกว่าเช่น chet atkins ,doc watson เป็นต้น
โฟล์คสไตล์ เป็นดนตรีพื้นบ้านที่มีการเล่นที่อาจจะเป็นการเกากีตาร์ การใช้ปิคดีด การเล่นประสานกันตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป มีการร้องประสานเสียงกันส่วนมากจะกล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันทั่วไป เช่น peter paul & mary
                    จริงแล้วทั้ง หมดรวมเรียกว่าเป็นสไตล์โฟล์ค ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจในความแตกต่างกันมากนักเท่าที่ผมได้รู้มานั้น ส่วนใหญ่บลูกล๊าสจะเป็นเพลงบรรเลง และฟิงเกอร์สไตล์ด้วยเช่นกัน แต่บางครั้งก็มีการร้องประกอบด้วย

2.บลูส์สไตล์ กำเนิดจากชนผิวดำที่เป็นทาสได้รับเอาเครื่องดนตรีชนิดนี้มากและพัฒนาเข้ากับดนตรีแบบของเขา ซึ่งส่วนใหญ่ในยุคแรกจะเป็นเพลงที่เศร้าเนื่องจากบรรยายถึงความเหนื่อยยากที่เป็นทาส และดนตรีบลูส์นี้เองเป็นพื้นฐานที่สำคัญของดนตรีอีกหลายประเภทเหลือเกินตั้งแต่ แจ๊ส โฟล์ค รวมไปถึงร็อคอีกด้วย สามารถแบ่งคร่าวๆ เป็น
อาคูสติกบลูส์ คือใช้กีตาร์โปร่งเล่นนั่นเองซึ่งในยุคแรกก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ จะมีการผสมผสานระหว่างการใช้ปิค และนิ้วร่วมกันในการดีด นอกจากนี้อาจมีการใช้สไลด์เล่นอีกด้วย เช่นในชุด unplug ของ eric clapton
อีเล็คทริกบลูส์ เป็นยุคหลังที่มีกีตาร์ไฟฟ้าแล้ว จึงมีการนำดนตรีบลูส์มาเล่นกับกีตาร์ไฟฟ้ามีการโซโลที่ไพเราะและหนักแน่น เช่นแบบ BB. King หรือ Robert cray

3.แจ๊ส เป็นอีกสไตล์ที่พัฒนามาจากบลูส์ซึ่งรายละเอียดในการเล่นจะยากขึ้นไปกว่าดนตรีบลูส์ และมีทั้งแบบอาคูสติกและิเล็คทริกเช่นกัน เช่น Larry Carlton เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสไตล์อื่นที่มีลักษณะของแจ๊สอยู่ได้แก่
 - Bossanova ซึ่งที่ดังมากได้แก่ Antonio Calos Jobim กับเพลง Girl from ipanema เป็นต้น
 - Samba หรือ สไตล์ประจำของบราซิล ซึงมีโครงสร้างคล้ายกับดนตรีแจ๊สเช่นกัน

4.ป๊อปสไตล์ ก็คือสไตล์ที่เล่นกับเพลงป๊อปหรือเพลงทั่วๆ ไป

5.ร็อคสไตล์ มีการพัฒนามาจากบลูส์เช่นกันมีความหนักแน่นในจังหวะและท่วงทำนอง และมีการเล่นที่น่าสนใจทั้งการโซโล ที่มีลูกเล่นเทคนิคมากมาย การปรับแต่งเสียงของกีตาร์ การใช้เอฟเฟ็คต่างๆ จึงเป็นที่นิยมและคลั่งไคล้ของกลุ่มวัยรุ่น อยากเก่งเหมือนนักกีตาร์ร็อคดังๆ ซึ่งร็อคอาจแบ่งไดเป็น
 - บลูส์ร็อค เป็นการผสมระหว่างเพลงบลูส์กับร็อค เช่น แบบ Gary Moore หรือ Stevie ray Vaughan เป็นต้น
 - โฟล์คร็อค มีการผสมผสานกันของเพลงโฟล์คกับร็อค เช่น Eagles เป็นต้น
 - นีโอคลาสสิก เป็นการนำเอารูปแบบของดนตรีคลาสสิกมาผสมผสานกับดนตรีร็อค ซึ่งตอนนี้เป็นที่สนใจอย่างมาก ผู้ที่บุกเบิกทางนี้ได้แก่ Randy Rhoad ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วแต่ปัจจุบันคุณจะรู้จัก นีโอคลาสสิก กับ Yngwie Malmsteen หรือ Vinnie Moore เป็นต้น
 - เฮฟวี่เมทัล พัฒนาไปจากดนตรีร็อคมีความหนักหน่วงขึ้นเช่น Metallica , Megadeath เป็นต้น เมทัลยังมีอีกมากมายหลายสไตล์ที่แยกออกไปนับไม่ถ้วนครับ

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก http://writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=264823&chapter=15
                   

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

กีตาร์(Guitar)ทรงต่างๆ

    กีตาร์นั้นนะครับมีอยู่หลายทรงด้วยกันซึ่งแต่ละทรงนั้นจะมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันเพราะแต่ละทรงจะใช้เล่นในแนวเพลงที่แตกต่างกันไปวันนี้ผมจึงหากีตาร์ทรงต่างๆมาให้เพื่อนได้รู้จักกันส่วนคนที่รู้จักแล้วก็ไม่เป็นไรครับเอาไว้ให้คนที่ยังไม่รู้จักดูเพื่อเป็นการช่วยในการตัดสินใจในการเลือกซื้อหรือเลือกเล่นว่าเราจะเล่นแนวไหนที่พอจะรู้จักกันทั่วไป ก็จะมีหลักๆนะครับ เอาเป็นของกีตาร์โปร่งก่อนนะครับ


กีตาร์โปร่ง


1. Drednaugh พวก Martin, Yamaha หรือทรงยอดฮิตทั่วไป

2. Auditorium มักจะเป็นยี่ห้อ Taylor หรือ Takamine รุ่นสูงๆ


























3. Jumbo อันนี้ไม่ค่อยมีคนเล่นเท่าไหร่

































กีตาร์ไฟฟ้า


มีหลายทรงมากแต่จะเอาที่คนส่วนใหญ่รู้จักแล้วกันนะครับ


1.ทรง Stratocaster หรือทรงมาตรฐาน เห็นบ่อยที่สุด เรียกย่อๆ ว่า Strat



2.ทรง Telecaster หรือเรียกง่ายๆ ว่า Tele

3.ทรง Flying V เรียกง่ายๆ ว่า V

4.ทรง Explorer เรียกสั้นๆ ว่า EX


5.ทรง Les Paul ชื่อของมันก็มาจากคนที่คิดมันขึ้นมาคือมือกีตาร์ที่ชื่อว่า Les Paul

6.ทรง SG gibson คิดขึ้นมา



7.ทรง Firebird-X

คราวๆก็มีเท่านี้แหละครับที่คนทั่วไปนิยมเล่นกันแต่ยังมีอีกหลายทรงที่เรายังไม่รู้เพื่อนๆก็ลองไปหาดูแล้วกันนะครับ กีตาร์แต่ละทรงนั้นจะเล่นในสไตล์เพลงที่แตกต่างกันครับ



ส่วนประกอบต่างๆของกีตาร์(Guitar)

    วันนี้จะมาพูดถึงส่วนประกอบต่างๆของกีตาร์น่าจะพูดไปตั้งนานแล้ว ฮ่าๆ คนที่ยังไม่รู้จะได้รู้ไว้ว่ากีตาร์ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนอะไรบ้างและเขาเรียกว่าอย่างไรเวลาเรียกจะได้เรียกถูกไม่อายคนอื่นเขา ฮ่าๆ





1.ส่วนหัว


1.1 ชุดลูกบิด โดยทั่วไปที่เราพบเห็นก็จะมี 2 แบบ ได้แก่แบบที่ตัวลูกบิดหันไปด้านหลังตั้งฉากกับตัวกีตาร์แกนหมุนสายเป็นพลาสติกซึ่งจะใช้กับกีตาร์คลาสสิก มีไว้เพื่อใช้หมุนตั้งเสียงกีตาร์


1.2 นัท บางคนอาจเรียกว่าหย่องหรือสะพานสายบน มันจะติดอยู่ปลายบนสุดของฟิงเกอร์บอร์ดเพื่อรองรับสายกีตาร์ให้ยกสูงจากฟิงเกอร์บอร์ด ซึ่งระยะความสูงของสายกับฟิงเกอร์บอร์ดดังกล่าวนี้เรียกว่า action มีความสำคัญมากเพราะถ้ามันตั้งความสูงไว้ไม่เหมาะสมแล้วจะทำให้การเล่นกีตาร์ลำบากมากคือถ้าระยะดังกล่าวสูงไปคุณต้องออกแรงกดสายมากขึ้นก็จะเจ็บนิ้วมากขึ้น แต่ถ้ามันตั้งไว้ต่ำไปก็จะทำให้เวลาดีดความสั่นของสายจะไปโดนเฟร็ตทำให้เกิดเสียงแปลก ๆ


2. ส่วนคอกีตาร์




2.1 คอกีตาร์
คือส่วนที่เราใช้จับคอร์ดเล่นโน๊ตต่าง ๆ มีความสำคัญมากสำหรับกีตาร์ก่อนซื้อคุณจะต้องดูให้ดีดังที่แนะนำในหัวข้อการเลือกซื้อกีตาร์ คอกีตาร์ควรจะทำมาจากไม้ มะฮอกกานี หรือไม้ ซีดา หลัการที่สำคํญที่สุดคือคอกีตาร์ต้องตรง ไม่มีรอยแตกของเนื้อไม้



2.2 fingerbord เป็นแผ่นไม้ที่ติดลงบนคอกีตาร์อีกชั้น เป็นตัวที่ใช้ยึดเฟร็ต หรือลวดลายมุกประดับต่าง ๆ และเราก็จะเล่นโน๊ตต่าง ๆ ของกีตาร์บนหน้าฟิงเกอร์บอร์ดนั่นเอง ที่นิยมใช้ได้แก่ ไม้ โรสวูด หรือไม้ อีโบนี ซึ่งมีเนื้อไม่แข็งเกินไป ส่วนใหญ่จะโค้งเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับนิ้วเวลาทาบบนคอ


2.4 มุกประดับ จุดประสงค์คือให้ใช้สังเกตตำแหน่งช่องกีตาร์ปกติจะฝังที่ช่อง 1,3,5,7,9,10,12,14,17,19,21 กีตาร์คลาสสิกจะไม่มีมุกประดับฝังบนหน้าฟิงเกอร์บอร์ดแต่จะฝังด้านข้างแทน แต่กีตาร์โฟล์คและกีตาร์ไฟฟ้าจะฝังไว้ทั้ง 2 ส่วน ทั้งนี้ขึ้นกับแต่ละผู้ผลิตจะออกแบบ โดยทั่วไปจะเป็นรูปวงกลม บาทีก็รูปข้าวหลามตัด หรือที่แพงหน่อยก็จะเป็นลายพวกไม้เลื้อย เลื้อไปตามหน้าฟิงเกอร์บอร์ด เพื่อที่เวลาเล่นเราจะได้รู้ว่าตอนนี้เราเล่นอยู่เฟรตไหนหรือว่าต้องเล่นเฟรตไหนต่อไปจะทำให้การเล่นง่ายขึ้น


2.5 ก้านเหล็กปรับแต่งคอ (Truss Rod) ในกีตาร์ที่อยู่ในระดับกลางขึ้นไปจะมีแท่งเหล็กฝังอยู่ตามความยาวคอกีตาร์ด้วยเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับกีตาร์ป้องกันการโก่งตัวของคอกีตาร์ ซึ่งสามารถปรับแต่งได้เมื่อคอกีตาร์เกิดโก่งงอไปแต่การปรับแต่งนั้นถ้าไม่ชำนาญอย่าไปทำครับอาจเกิดความเสียหายได้ควรให้ร้านกีตาร์ช่วยทำดีกว่าครับ


3. ส่วนลำตัวกีตาร์



3.1 ลำตัวกีตาร์ หรือ bodyหมายถึง 3 ส่วนได้แก่ ด้านหน้า ควรทำมาจากไม้ อัลพาย สปรูซ ด้านหลัง และด้านข้าง ควรเป็นไม้โรสวูด และที่สำคัญคือลักษณะของไม้ต้องไม่มีรอยแตก ไม่มีตาไม้และมีลายไม้ที่ละเอียดไปตามความยาวจึงมีคุณภาพดี ส่วนที่เว้าของ body บางทีเราก็เรียกว่าเอว


3.2 โพรงเสียง (sound hole) ก็คือรูกลม ๆ หรือบางทีก็ไม่กลม ที่อยู่บนด้านหน้าของ body นั่นเอง มีหน้าที่รับเสียงจากการสั่นของสายกีตาร์ทำให้เกิดเสียงก้องดังขึ้น ซึ่งอาจจะมีลายประดับต่าง ๆ อยู่รอบ ๆ โพรงเสียงเพื่อความสวยงาม บางทีจะมีปิ๊กการ์ดเพื่อที่จะป้องกันการขูดของปิ๊กไม่ให้กีตาร์เป็นรอย ในกีตาร์ไฟฟ้าไม่มีโพรงเสียงแต่จะเป็นปิ๊กอัพแทน


3.3 สะพานสาย (bridge) เป็นตัวที่ยึดสายให้ติดกับ body มักทำมาจากไม้โรสวูดหรือไม้อีโบนี ถ้าเป็นกีตาร์คลาสสิกจะเจาะรูในแนวขนานกับ body กีตาร์ 6 รูไว้ใช้พันสายกีตาร์ แต่ถ้าเป็นกีตาร์โฟล์คจะเจาะรูในแนวตั้งฉากกับ body และยึดสายด้วยหมุดยึดสาย สำหรับกีตาร์ไฟฟ้าจะทำจากโลหะเป็นส่วนใหญ่มีทั้งแบบธรรมดาคือมีหน้าที่ยึดสายอย่างเดียว และอีกแบบคือเป็นแบบคันโยกทั้งแบบเดิมและแบบใหม่ที่เรียกกันว่าฟรอยโรส


3.4 หย่อง (saddle) จะฝังหรือยึดอยู่กับสะพานสาย เพื่อรองรับสายกีตาร์ทั้ง 6 สาย มีทั้งแบบตรงสำหรับกีตารืคลาสสิก และแบบโค้งสำหรับกีตาร์โฟล์ค บางแบบก็แยกเป็น 2 ชิ้นแล้วแต่การออกแบบของแต่ละรุ่น บางรุ่นสามารถปรับความสูงของตัวมันได้ แต่ทั่ว ๆ ไปถ้าเรารู้สึกว่ามันสูงไปเราก็สามารถจะถอดมาแล้วใช้ตะไบหรือกระดาษทรายขัดที่ฐานของมันให้ความสูงลดลง แต่ถ้าต่ำไปก็หาอะไรมาหนุนให้สูงขึ้น


3.5 ปิคอัพ (pick up) โดยทั่วไปจะเห็นชัดบนกีตาร์ไฟฟ้ามากกว่าแต่ปัจจุบันกีตาร์โปร่งบางรุ่นก็มีการประกอบปิคอัฟไว้กับกีตาร์เลยเช่นประกอบไว้ที่ใต้บริดจ์หรือใต้หย่อง หรือเป็นปิคอัฟที่ซื้อมาประกอบต่างหากก็มี สำหรับกีตาร์ไฟฟ้าจะมีความสำคัญมากเพราะมันจะรับแรงสั่นสะเทือนของสายไปแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าส่งไปยังแอมป์แล้วขยายเสียงต่อไปทำให้มนัสามารถปรับแต่งเสียงได้มากมายหลายรูปแบบ


3.7 สวิทช์เปลี่ยนปิคอัพ มักมีในกีตาร์ไฟฟ้าที่มีปิคอัพหลาย ๆ ตัว เช่น 2 หรือ 3 ตัว ใช้ในการเปลี่ยนไปใช้ปิคอัฟตัวต่าง ๆ ซึ่งเสียงก็จะให้เสียงต่างกันไปด้วยเช่นต้องการเล่น rythym อาจใช้ตัวกลางหรือตัวบนเมื่อจะ lead ก็เปลี่ยนมาใช้ตัวล่างที่ติดกับบริดจ์เพราะให้เสียงที่แหลมกว่าเป็นต้น


3.8 ปุ่มควบคุ่มเสียง โดยทั่วไปจะมี 2 ชุด คือชุดควบคุมความดังเบาเรียกว่า volume และชุดควบคุมเสียงทุ้มเสียงแหลมเรียกว่า tone


3.9 ช่องเสียบสายแจ็คไปยังแอมป์  ใช้เสียบแจ็คเพื่อต่อสายไปยังแอมป์หรือผ่านเข้ายังชุดเอฟเฟ็คต่าง ๆ


3.10 ที่ใส่สายสะพายกีตาร์  ไว้ใส่สายสะพายกีตาร์เวลายืนเล่น


3.11 ปิคการ์ด (pick guard) สำหรับกีตารคลาสสิกซึ่งมักไม่ใช่ปิคในการเล่นจึงไม่มีปิคการ์ด แต่กีตาร์โฟล์คมักใช้ปิคเล่นจึงมีปิคการ์ดไว้ป้องกันปิคขูดกับ body กีตาร์ทำให้กีตาร์เป็นรอย
ดูได้จากรูปด้านล่างครับ




วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

การเลือกซื้อกีตาร์(Guitar)

    วันนี้จะมาแนะนำการเลือกซื้อกีตาร์โปร่งสำหรับผู้ที่กำลังจะหัดเล่นกีตาร์โปร่งนะครับขอกล่าวไว้ก่อนว่าผมก็ไม่ใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านนี้สักเท่าไหร่นักแต่ผมก็เป็นคนนึงที่เล่นดนตรีชนิดนี้และเล่นมานานพอสมควรพอจะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อยุ่บ้างจึงเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังจะเลือกซื้อ


ข้อมูลบางส่วนอาจจะเป็นเนื้อหาจากเว็บอื่นๆบ้างที่ผมจะสรุปให้ในการเลือกซื้อ


1.เราต้องตรวจดูสภาพภายนอกของตัวกีตาร์ให้ดีเสียก่อน ว่าชำรุดตรงไหนหรือเปล่า ดูลูกบิดและตามส่วนต่างๆที่สามารถขึ้นสนิมได้ว่ามีสนิมอยุ่หรือไม่


2.สังเกตุดูคอกีตาร์ว่าโก่งหรือโค้งงอหรือไม่ ปกติคอของกีตาร์ก็จะโค้งมาข้างหน้านิดหน่อยเพราะเกิดจากการตึงของสายกีตาร์ทำให้ตัวคอโค้งตาม ถ้าโก่งมากๆผิดปกติอย่าไปเลือกนะครับ


3.ตรวจดูภายในตัวกีตาร์ข้างในว่างานข้างในเรียบร้อยหรือไม่ มีตรงไหนชำรุดไหมสังเกตุตรงคอข้างในด้วยว่ามีแท่งเหล็กค้ำอยู่หรือไม่แท่งเหล็กจะช่วยให้คอกีตาร์ไม่เบี้ยว


4.ทดสอบสายกีตาร์ด้วยการดิดตามเฟร็ตตามช่องทุกช่องว่ามีเสียงบอดหรือไม่ ไล่มาทุกช่องเคยนะครับตั้งแต่สาย 1- 6 เลย เพราะถ้าหากเรามาเล่นจริงๆไม่ตรวจสอบให้ดีตั้งแต่ตอนซื้อจะทำให้เราจับคอร์ดบางคอร์ดแล้วเสียงบอดได้จะไปขอเปลี่ยนเขาก็คงไม่ให้เปลี่ยนแล้ว


และที่สำคัญนั้นก่อนจะเลือกซื้ออะไรเราต้องมีความแน่ใจเสียก่อนว่าเราจะเอามันไปทำอะไรกีตาร์ก็เหมือนกันกีตาร์แพงไม่ใช่ว่าเราซื้อมาแล้วจะเล่นเก่งเลยทุกคนต้องมีการฝึกฝน


1.ต้องมีความรักที่จะอยากเล่น ไม่ใช่ตามกระแสอยากเล่นโชว์สาวๆต้องมีใจรักจริงๆแล้วคุณจะเก่งเอง


2.ระดับความสามารถทักษะต่างๆ หากซื้อกีตาร์มาแพงๆแล้วมาถอดใจไม่เล่นต่อทำให้เสียดายเงืยเปล่าๆขอแนะนำให้เลือกซื้อที่ไม่แพงมากเพื่อนำมาฝุกฝนก่อน เก่งแล้วค่อยซื้อแพงก็ได้


3.ความอกทนในการที่จะฝึกฝน ต้องแน่ใจว่าเราอยากเล่นจริงๆฝึกฝนให้เยอะๆแล้วซักวันคุณจะเก่งเองไม่มีใครเก่งมาแต่เกิด


4.สไตล์การเล่นของคุณด้วยเพราะกีตาร์จะมีหลายๆทรงให้เลือกซึ่งแต่จะทรงจะมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน


5.เงินในกระเป๋าว่ามีพอที่จะเลือกซื้อกีตาร์หรือไม่ไม่จำเป็นต้องซื้อแพงมากเพราะเราซื้อมาฝึกฝนไม่ได้จะเอาไปประกวดหรือโชว์ที่ไหนขอย้ำอีกทีว่าเก่งก่อนค่อยซื้อของแพงก็ได้


6.และที่สำคัญควรมีผู้ให้คำปรึกษาด้วยเวลาไปเลือกซื้อก็ควรไปกับผู้ที่เลือกซื้อเป็นหรือมีความรู้ด้านนี้อยู่บ้าง